หน้าหลัก งานวิชาการ ประวัติศาสตร์ จากวันนั้นถึงวันนี้
จากวันนั้นถึงวันนี้ PDF Print E-mail
User Rating: / 1
PoorBest 
งานวิชาการ - ประวัติศาสตร์
Written by น.อ.ศูนย์ปืน โสมภีร์ รองเลขาธิการสมาคมฟันดาบ   
Sunday, 06 September 2009 13:32

เกาะลูกกรงดูดาบ ผมเมื่ออายุได้ประมาณ 13 ปี ผมพร้อมกับพี่ชายคือ พ.อ.จักราวุธฯ  และน้าชาย พล.ต.บรรเจิด เทียนทองดี เราสามคนมักไปเล่นฟุตบอลแถวสนามกีฬากองทัพบก ระหว่างทางพวกเราก็มักจะแวะดูพวกนักดาบสมัยนั้นเล่นดาบอยู่บริเวณใต้ถุนสนามกีฬากองทัพบกด้านทิศตะวันออกใกล้กับประตูทางเข้า พวกเขาเล่นกันประมาณ 5 คน ผมจำกัปตันสุทธิพงษ์และพี่เริงยศได้เป็นอย่างดี พวกพี่ๆ เล่นดาบได้สวยงามและรวดเร็วมาก เรียกว่าประทับใจพวกเราคนดูเป็นอย่างยิ่ง มีเพียงเสียงของอาจารย์ภูมิเท่านั้นที่ดุดันมาก เราเด็กๆ จึงไม่กล้าเข้าไปยุ่มย่ามมากนักได้แต่เกาะลูกกรงดูการฟันดาบและฝึกซ้อมของพวกเขา เราสามคนไม่มีใครรู้จักนักดาบที่นั่นแม้แต่คนเดียว แต่เราก็มีความประทับใจมากในลีลาการเล่นของพวกเขา  และไม่นานน้าชายผมก็สามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 15 ได้ ตามมาติดๆ ด้วยการสอบเข้าของพี่ชายผมเป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 16 ซึ่งต่อมาพวกเขาก็ได้กลายเป็นนักดาบเซเบอร์และเอเป้ชั้นนำของทีมฟันดาบโรงเรียนนายร้อย ในขณะที่ผมก็ยังเรียนอยู่ที่สามเสนวิทยาลัย แต่ผมก็ยังแวะเวียนไปดูการเล่นรักบี้และการฟันดาบของเหล่าทัพที่สนามกีฬากองทัพบกเป็นประจำ กีฬาทั้งคู่นี่มันสุดขีดเลยครับ ทั้งเสียงเชียรและเสียงโฮ่ร้องอันกึกก้องทั่วทั้งสนาม  และแล้วไม่นานผมก็ได้เห็นน้าชายของผมคือ พล.ต.บรรเจิดฯ ตัวแทนโรงเรียนนายร้อยแข่งกับ พล.ร.ต.อนันท์ สุขณียุทธ แข่งกันที่ในลูกกรงใต้ถุนสนามกีฬากองทัพบกที่เดิม (นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 14 ปัจจุบันเป็นประธานชมรมฟันดาบกองทัพเรือ) ทั้งสองสู่กันอย่างมันหยดด้วยเล่ห์เลี่ยมที่แพรวพราวทั้งคู่ ผมรู้จักน้าชายผมดีว่าเป็นคนฉลาดมาก เพราะเรามักจะเล่นหมากรุกแข่งกันเสมอ และผมก็มักพลาดพั้งในบั่นปลายทั้งที่เป็นฝ่ายรุกโดยตลอด เพราะเขามีคุณสมบัติพิเศษอย่างหนึ่งก็คือ การลวง ซึ่งผมก็มี แต่มักไม่เก่งเท่าที่เขา ในการแข่งขันแมทช์นั้น น้าชายของผมเล่นกับ พล.ร.ต.อนันท์ฯ อย่างสูสีมากทั้งคู่ก็ไว ผมก็ไม่รู้ว่า พล.ร.ต.อนันท์ฯ เก่งมากแค่ไหน แต่ผมมาทราบในภายหลังว่า พล.ร.ต.อนันท์ฯ เป็นหัวหน้านักเรียนนายเรือมีความฉลาดเป็นเยี่ยมเช่นกัน ซึ่งเดี๋ยวผมจะได้กล่าวถึงประวัติของพี่เขาต่อไป ในที่สุดน้าชายผมแพ้อย่างสูสีและเป็นที่น่าสงสัย เพราะว่าการฟันดาบเซเบอร์สมัยนั้นใช้ตาคนดู จึงเป็นการง่ายที่จะเกิดความผิดพลาดในการตัดสิน ผมนึกในใจเสมอมาว่าผมต้องเป็นนักดาบเซเบอร์ให้ได้เพราะเกมส์มันสนุกและใช้ความคิดไม่ต่างอะไรกับการเล่นหมากรุกที่มีทั้งการลวง การใช้จิตวิทยากับคู่ต่อสู้ ในระหว่างนี้ผมก็เริ่มเห็นพี่ชายของผมแข่งขันดาบเอเป้ ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้สนใจดาบเอเป้มากนัก พี่ชายของผมแกเป็นนักกีฬามาตลอดชีวิต เคยเป็นนักบาสเก็ตบอลมาก่อนเข้าโรงเรียนเตรียมทหารแต่ตอนอยู่โรงเรียนนายร้อยแกชอบดาบ คงมีความรู้สึกเช่นเดียวกับผมนี่แหละ 

Join the Fencing สามปีต่อมา ผมสามารถสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหารได้เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 19  ผมตั้งความหวังว่าผมจะต้องเป็นนักดาบเซเบอร์ให้ได้แต่โรงเรียนเตรียมทหารสมัยนั้นไม่มีการเล่นดาบ จนกระทั่งผมเข้าสู่อ้อมอกโรงเรียนนายเรือ ผมจึงได้เล่นฟันดาบเป็นครั้งแรกโดยมี ร.ต.อนันท์ สุขณียุทธ์ในสมัยนั้น เสียเวลามาฝึกสอนให้ผมที่โรงยิมส์โรงเรียนนายเรือ นอกจากนั้นแล้ว พี่เริงยศ ยังแวะเวียนมาสอนให้ผมด้วย ผมยังทราบซึ้งไม่หาย เพราะว่าพี่เขาต้องเสียสละเวลาอย่างมากในการเดินทางมาสอนไกลถึงโรงเรียนนายเรือ ในห้วงเวลานั้นผมก็ไม่เคยได้แข่งขันเลยจนกระทั่งถึงปี 3 ผมฝึกอย่างเอาจริงเอาจังจนกระทั่ง วันหนึ่งพี่ชายผมได้ให้ความช่วยเหลือในการจัดการแข่งขันกีฬาเหล่า (อันเป็นกุศโลบายอันหนึ่งในการเผยแพร่ฟันดาบให้เป็นที่แพร่หลายในโรงเรียนทหารตำรวจ) เป็นครั้งแรกที่โรงเรียนนายเรือเป็นเจ้าภาพ ซึ่งเราก็ยังไม่เคยจัดมาก่อน ผมจำได้ว่าในครั้งนั้นผมเริ่มรู้จักกับ พ.อ.ชาญชัย ฯ ตั้งแต่นั้นมา  ในการแข่งขันครั้งนั้น ผมอยู่ในทีมดาบเซเบอร์ ของโรงเรียนนายเรือ โดยมีรุ่นพี่รุ่น 15 และน้องรุ่น 21 อีกคน ปรากฏว่าเป็นครั้งแรกที่ทีมดาบของนายเรือสามารถพิชิตทีมดาบโรงเรียนนายร้อย นายเรืออากาศ และโรงเรียนนายร้อยตำรวจอย่างราบคาบ ในปีต่อมาก็มีการแข่งขันกีฬาเหล่าทัพอีก คราวนี้จัดที่โรงเรียนนายร้อย จปร.ที่ปัจจุบันเป็นที่ทำการของกองทัพบกไปแล้ว   ผมลงแข่งทั้งดาบเซเบอร์และเอเป้ ซึ่งผมก็คว้าเหรียญทองเซเบอร์มาได้อีก  และส่วนเอเป้นั้น ผมก็ได้รู้จักกับคู่แข่งตัวฉกาจของผม พ.อ.ไตรจักรฯ  แต่ผมก็อาศัยความไวกว่าเอาชนะ พ.อ.ไตรจักรฯ มาได้ทำให้ผมได้ทั้งเหรียญทองเซเบอร์และเอเป้พร้อมกัน ซึ่งสร้างความแค้นระหว่างไตรจักรกับผมไว้มากนะครับ ซึ่งผมจริงๆ แล้วผมไม่ทราบแต่ พ.อ.ไตรจักรฯ มาบอกผมในภายหลัง  ผมมาประทับใจการฟันดาบอีกครั้งเมื่อมีการจัดการแข่งขันฟันดาบในเอเชียเกมส์ที่กรุงเทพ ณ สนามกีฬาโรงเรียนนานาชาติ โอมันสวยงามและยิ่งใหญ่มากสำหรับผม ตอนนั้นผมได้เห็นพี่ชายของผมเล่นให้กับทีมชาติไทยครับมันน่าภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ผมเห็นพี่สุทธิพงษ์ และพี่เริงยศ ในการแข่งขันนั้นด้วย

อุดมศึกษา นอกจากการแข่งขันในกีฬาเหล่าแล้ว ผมยังได้ลงแข่งขันในกีฬาอุดมศึกษาที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงด้วย แมทช์นั้นสนุกมากเพราะเป็นแมทช์ที่เราไปแข่งกับพลเรือนเป็นครั้งแรก ผมลงแข่งในดาบเซเบอร์แล้วผมทะลุเข้ามาถึงรอบชิงชนะเลิศ และมาพบกับคุณ ครก (ยงยุทธ หวังไพบูลย์กิจครับ-ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น อธิยุทธ) ซึ่งตัวใหญ่มาก การฟันของเขาก็รุ่นแรงไม่แพ้ผมเลย ยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีเทคนิคในการฟันแบบดาบไทยด้วย  ผมคว้าชัยชนะในการแข่งขันครั้งนั้นไปได้อย่างหวุดหวิดครับ ซึ่งตอนหลังคุณครกก็เข้าสู่ทีมชาติไทยไป ส่วนผมก็เลิกเล่น นอกจากในแมทช์นั้นผมลงแข่งเซเบอร์แล้วผมยังลงแข่งเอเป้ด้วยครับ ผมสูงเพียงร้อย 170 เท่านั้น แต่คู่ต่อสู้ผมสูง 180 กว่า ช่วงเขายาวมาก ผมจำชื่อไม่ได้คร้บแต่รู้ว่าภายหลังเขาก็ติดทีมชาติไปเช่นกัน  ผมอาศัยความไว แต่เขาอาศัยทั้งความไวและยาวซึ่งเขาได้เปรียบกว่าผมมาก ดังนั้นผมจึงได้ค้นคิดวิธีการจับดาบแบบใหม่โดยใช้เพียงปลายนิ้วเท่านั้นทำให้ผมสามารถต่อยื่นความยาวไปอีกเกือนครึ่งฟุต แล้วผมก็ใช้วิธีถลาเข้าทำอย่างรวดเร็ว ผลปรากฏว่าผมสามารถทำแต้มได้คู่คี่กับเขามากจนกระทั่งแต้มสุดท้าย เขารู้ว่าผมจับดาบไม่มั่นคงเขาตีดาบผมหลุดมือเลยครับแล้วผมก็แพ้เขาไปในที่สุดและคว้าเหรียญทองแดงเอเป้ไป ซึ่งคราวนั้น น.อ.วรภพฯ ก็ได้ชิงชัยกับนักดาบรามคำแหงผู้นี้จนมันหยด จนวรภพฯ ชนะไปอย่างสูสีทีเดียว

Navy Open I จากนั้นผมก็เลิกเล่นกีฬาฟันดาบเลยครับเพราะว่าเครื่องมือฟันดาบแพงมากหากไม่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพก็คงเล่นไม่ได้ เมื่อผมจบการศึกษาจากโรงเรียนนายเรือผมก็เลิกเล่นเลยครับ อย่างไรก็ตามเมื่อผมไปศึกษาปริญญาโทด้าน Telecommunication ที่ Naval Postgraduate School ณ ประเทศสหรัฐฯ ผมก็ได้พบกับ ร.อ.อนันท์ฯ ที่นั่นครับ พี่เขาเรียนทางด้าน Mechanical Engineering ส่วนผมเรียนทางด้าน MS.EE หรือ Master in Electrical Engineering สาขา Telecom พี่เขาเรียนเก่งมากครับ ผมกับพี่อนันท์ฯ จึงได้รู้จักคุ้นเคยกันที่นั่น แต่โลกมันกลมครับ ผมไปพบกับพี่อีกที่ที่ผมไปเป็นกรรมการตรวจการจ้างเรือหลวงจักรีนฤเบศร์ที่ประเทศสเปนอีกเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม หลังจากกลับมาน้องๆ เขาอยากให้ผมไปเป็นเลขาธิการฟันดาบของชมรมกองทัพเรือ ซึ่งน้องๆ หลายคนเขาเก่งมาก เช่น นันทพลฯ สุรชัยฯ สมพลฯ ปรีชาฯ มนตรีฯ ผมจึงตัดสินใจจัดการแข่งขัน Navy Open เป็นครั้งแรก โดยมีท่านนายกปัจจุบันเป็นประธานชมรมดาบของกองทัพเรือ ไม่น่าเชื่อครับว่าการจัดในครั้งนั้นแม้ว่าจะประสบกับปัญหาในหลายด้านแต่ก็จัดงานได้อย่างเยี่ยมยอดทีเดียว  งานนั้นผมก็ทำให้ผมเรียนรู้ในหลายสิ่ง ว่าการจัดงานใหญ่ๆ อย่างนี้หากไม่มีสปอนเซอร์แล้วนอกจากจะไม่ได้เงินมาบริหารชมรมแล้วยังอาจต้องควักเนื้อตัวเองดัวย แต่เราโชคดีที่มีครูสมเดช ฯ ท่านช่วยหาสปอนเซอร์ทำให้เราสามารถจัดเลี้ยงอาหารกลางวันทุกมื้อ และสามารถจัดงานเลี่ยงใหญ่โดยที่เรายังมีเงินเหลือสำหรับใช้ในการบริหารชมรมของกองทัพเรืออีกด้วย  ดังนั้นผมจึงคิดว่าการจัดรายการแข่งขันหากจัดได้ดีมีการวางแผน รับรองได้เงินมากพอที่จะบริหารชมรมของท่านไปได้ทั้งปีทีเดียว

วางมืออีกครั้ง หลังจากการจัดครั้งนั้นผมก็ขอวางมืออีกเพื่อให้น้องๆ เขาได้มีโอกาสทำงานตามความฝันของพวกเขาโดยผมจะดูแลห่างๆ ซึ่งพวกน้องๆ ก็บริหารชมรมได้เป็นอย่างดี หลังจากนั้นผมก็ได้มีโอกาสไปศึกษาต่างประเทศอีกครั้ง ณ ออสเตรเลียเป็นเวลาเกือบสองปี ตอนแรกกะว่าจะไปดูการฟันดาบที่มหาวิทยาลัย Australian National University (ANU) ที่นครแคนเบอร์ล่าซะหน่อย แต่ที่ไหนได้การเรียนที่ออสเตรเลียคือที่วิทยาลัยป้องกันประเทศออสเตรเลีย (Centre for Defense Strategic Studies) นี่มันหนักมากเพราะจะต้องเขียน Paper เป็นภาษาอังกฤษเป็นหลายหมื่นคำ ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการเข้าชมรมฟันดาบที่นั่นแพงมาก ผมจึงงดการมีส่วนร่วมกับชมรมฟันดาบของมหาวิทยาลัย แต่อย่างไรก็ตาม ผมได้เห็นการกีฬาโดยทั่วไปของออสเตรเลียพบว่า พวกเขานี่บ้ากีฬาเอามากๆ ครับ ทุกศุกร์มีการถ่ายทอดฟุตบอล ตลอดทั้งคืนเลย คนส่วนใหญ่เขาก็นิยมไปดูฟุตบอลออสเตรเลียกัน  แทบทุกตำบลในกรุงแคนเบอรล่านี่มีสนามรักบี้ฟุตบอลที่กว้างขวางมาก เรียกว่า Community Sport เขาแข็งแรงจริงๆ และออสเตรเลียนี่แม้ว่าจะมีประชาชนน้อยเพียง 20 ล้านคน แต่ก็มีนักกีฬาที่โดดเด่นจำนวนมากครับ

การเปลี่ยนแปลงสมาคม สุดท้ายหลังจากผมกลับมาจากออสเตรเลียเพียงสองสามวัน น.อ.นันทพลฯ มาพบบอกว่าเราน่าจะเปลี่ยนแปลงวงการฟันดาบของสมาคมเนื่องจากในระยะนั้นสมาคมฟันดาบมีปัญหามากจากหลายเรื่องโดยเฉพาะเรื่องปัญหากับนักดาบทีมชาติไทยของเรา ผมจึงได้นำเรื่องไปปรึกษากับบรรดาพี่ๆ ที่เคยรู้จักกันไม่ว่าจะเป็นพี่ชาติชายฯ กับตันสุทธิพงศ์ฯ  พี่เริงยศฯ พ.อ.จักราวุธฯ พ.อ.ชาญชัยฯ พ.อ.ไตรจักรฯ คุณสันติ พี่จำรัส และคุณแม่ของนนทพัฒน์ฯ พวกเขาก็เห็นด้วยว่าจะต้องเปลี่ยนแปลงวงการฟันดาบให้ได้ เราจึงเสนอให้ พล.ร.อ.สมเดช ทองเปี่ยม รอง ผู้บัญชาการทหารเรือ ลงสมัครแข่งขันกับนายกในสมัยนั้น ซึ่งผมเองก็ไม่คาดคิดว่าคะแนนมันจะสูสีขนาดนั้น แต่ด้วย พล.ตรี ชาติชายฯ ที่เป็นประธานฯ ในที่ประชุมเราจึงชนะการเลือกตั้งในครั้งนั้นมาได้ หลังจากประสบความสำเร็จนี้แล้วผมก็กะว่าจะหันกลับไปทำงานวิจัยให้กับสำนักสนับสนุนงานวิจัยต่อไป แต่จนแล้วจนรอด พ.อ.จักราวุธฯ ก็อยากให้ผมมาช่วยวางรากฐานให้กับสมาคมฟันดาบโดยเฉพาะในการวางกลยุทธ์ระยะไกล ประกอบกับผมเห็นหลายคนเสียสละทั้งเวลาและเงินทองอย่างมากมาทำงานให้กับสมาคม โดยเฉพาะ พ.อ.จักราวุธฯ ผมจะหนีไปก็ไม่สมควร ดังนั้น ผมจึงต้องยอมรับช่วยเหลือสมาคมในหน้าที่รองเลขาธิการฟันดาบ โดยหลักๆ ก็คือ รับผิดชอบในการวางกลยุทธระยะยาวนั้นเอง  อีกทั้งแนวคิดของนายกสมาคมที่ต้องการให้มวลสมาชิกได้มีส่วนร่วม จึงให้ผมรับผิดชอบในการจัดสัมมนาเชิงยุทธศาสตร์ใน 30 ส.ค.52 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จอย่างมากอย่างคาดไม่ถึงทีเดียว โดยเฉพาะการที่ ผศ.วันชัย รัตนวงษ์ นักวางกลยุทธ์ระดับชาติมาช่วยวางยุทธศาสตร์ให้เราด้วยอย่างเต็มที่ แล้วอย่างนี้วงการฟันดาบมันจะไม่ก้าวกระโดดหรือครับ? 

สิ่งที่ผมได้เล่ามาก็เป็นเพียงตอนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงวงการฟันดาบเท่านั้น และก็หวังอย่างยิ่งว่ามวลสมาชิกจะได้ให้การไว้วางใจในสมาคมฟันดาบฯ ในการเปลี่ยนทิศหัวเรือ ไปสู่ความเป็นเลิศ โดยมี พล.ร.อ.สมเดช ฯ เป็นผู้บังคับการเรือลำนี้ ส่วนพวกเราก็เป็นนายทหารในเรือที่ร่วมกันบังคับเรือลำนี้มุ่งเข็มสู่ความเป็นเลิศในที่สุดครับให้ได้ครับ

Last Updated on Thursday, 29 October 2009 23:46